ภาษีมรดก 2569: ใครต้องเสีย อัตราเท่าไหร่ วางแผนอย่างไร
ภาษีการรับมรดก เป็นภาษีที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่เคยต้องเจอในชีวิตจริง เพราะกฎหมายกำหนดเกณฑ์ยกเว้นไว้สูงถึง 100 ล้านบาท ต่อผู้รับมรดกหนึ่งคน แต่สำหรับครอบครัวที่มีทรัพย์สินมูลค่าสูง หรือผู้ที่กำลังวางแผนส่งต่อทรัพย์สิน การเข้าใจกลไกของภาษีนี้ตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้วางแผนได้ถูกต้องและไม่ถูกปรับเมื่อถึงเวลาจริง บทความนี้สรุปทุกประเด็นสำคัญ ตั้งแต่ใครต้องเสีย อัตราเท่าไหร่ ไปจนถึงการยกเว้นสำหรับคู่สมรส
ภาษีมรดกคืออะไร ใครต้องเสีย
ตามพระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 ผู้ที่ได้รับมรดกจากผู้ตายแต่ละราย ไม่ว่าจะเป็นทายาทโดยธรรมหรือผู้รับพินัยกรรม จะต้องเสียภาษีก็ต่อเมื่อ มูลค่ามรดกสุทธิที่ได้รับจากผู้ตายรายนั้นเกิน 100 ล้านบาท โดยเกณฑ์นี้นับ เป็นรายผู้รับมรดก ไม่ใช่รายกองมรดก และนับรวมทุกสิ่งที่ได้รับจากผู้ตายคนเดียวกัน ไม่ว่าจะได้รับครั้งเดียวหรือหลายครั้งก็ตาม
ตัวอย่างเช่น หากพ่อเสียชีวิตและมีลูก 3 คน ลูกแต่ละคนจะคำนวณเกณฑ์ 100 ล้านบาทแยกจากกัน ไม่ใช่นำมูลค่ากองมรดกทั้งหมดมาเทียบกับ 100 ล้านบาทเพียงครั้งเดียว
อัตราภาษีมรดก: 5% หรือ 10%
อัตราภาษีแบ่งตามความสัมพันธ์ระหว่างผู้รับมรดกกับผู้ตาย และเก็บเฉพาะ ส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท เท่านั้น ไม่ใช่เก็บจากมูลค่ามรดกทั้งก้อนเมื่อเกินเกณฑ์:
- 5% — สำหรับทายาทสายตรง ได้แก่ บุพการี (พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย) และผู้สืบสันดาน (บุตร หลาน เหลน)
- 10% — สำหรับผู้รับมรดกอื่นที่ไม่ใช่ทายาทสายตรง เช่น พี่น้อง ญาติห่าง ๆ หรือบุคคลที่ไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด
- 0% (ยกเว้นทั้งหมด) — คู่สมรสตามกฎหมายของผู้ตาย ไม่ว่ามูลค่ามรดกจะสูงเพียงใด
คู่สมรสได้รับยกเว้นภาษีมรดกทั้งหมด
ข้อยกเว้นที่สำคัญที่สุดข้อหนึ่งของกฎหมายฉบับนี้คือ คู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายได้รับยกเว้นภาษีการรับมรดกทั้งหมด ไม่มีเพดาน ไม่มีอัตราภาษี ไม่ว่ามูลค่าทรัพย์สินที่ได้รับจะสูงเท่าใดก็ตาม หมายความว่าหากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งเสียชีวิตและทิ้งมรดกไว้ทั้งหมดให้อีกฝ่าย อีกฝ่ายจะไม่ต้องเสียภาษีมรดกเลยแม้แต่บาทเดียว
ตัวอย่างการคำนวณ
สมมติบุตรได้รับมรดกจากบิดา (ทายาทสายตรง อัตรา 5%) เป็นมูลค่าสุทธิ 150 ล้านบาท:
- มูลค่ามรดกสุทธิ 150,000,000 บาท
- หักเกณฑ์ยกเว้น 100,000,000 บาท
- ส่วนที่ต้องเสียภาษี = 150,000,000 − 100,000,000 = 50,000,000 บาท
- ภาษีที่ต้องชำระ = 50,000,000 × 5% = 2,500,000 บาท
สังเกตว่าภาษีคำนวณจากเฉพาะส่วนที่เกิน 100 ล้านบาทเท่านั้น ไม่ใช่คำนวณจากมูลค่ามรดกทั้งก้อน 150 ล้านบาท
ตารางเปรียบเทียบตามความสัมพันธ์
| ผู้รับมรดก | อัตราภาษี | เกณฑ์ยกเว้น |
|---|---|---|
| คู่สมรสตามกฎหมาย | ยกเว้นทั้งหมด | ไม่มีเพดาน |
| บุพการี / ผู้สืบสันดาน (ทายาทสายตรง) | 5% | 100 ล้านบาท |
| ญาติอื่น / บุคคลทั่วไป | 10% | 100 ล้านบาท |
ทรัพย์สินอะไรบ้างที่นับเป็นมรดกต้องเสียภาษี
กฎหมายไม่ได้เก็บภาษีจากทรัพย์สินทุกประเภท แต่จำกัดเฉพาะทรัพย์สินที่ระบุไว้ ได้แก่:
- อสังหาริมทรัพย์ — ที่ดิน บ้าน คอนโด
- หลักทรัพย์ — หุ้นจดทะเบียนและไม่จดทะเบียน พันธบัตร ตราสารหนี้
- เงินฝากในบัญชีธนาคาร หรือสถาบันการเงินที่ผู้ตายมีสิทธิเรียกถอนคืน
- ยานพาหนะที่มีทะเบียน เช่น รถยนต์ เรือ ที่ต้องจดทะเบียนกับหน่วยงานราชการ
- ทรัพย์สินอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
ทรัพย์สินที่ไม่ต้องจดทะเบียน เช่น เงินสดในมือ เครื่องประดับ หรือของสะสมส่วนตัว โดยทั่วไปจะไม่อยู่ในขอบเขตทรัพย์สินที่ต้องนำมาคำนวณภาษีมรดกตามกฎหมายฉบับนี้
มูลค่าสุทธิ คำนวณอย่างไร (หักหนี้สินก่อน)
ภาษีคำนวณจากมูลค่ามรดกสุทธิ คือมูลค่าทรัพย์สินที่ได้รับหลังหักภาระหนี้สินที่ตกทอดมาพร้อมมรดกแล้ว ไม่ใช่มูลค่าทรัพย์สินตั้งต้นก่อนหักหนี้ ดังนั้นหากผู้ตายมีหนี้สินค้างอยู่ ทายาทจะนำหนี้สินนั้นมาหักออกก่อนเทียบกับเกณฑ์ 100 ล้านบาท
กำหนดชำระภาษีและการผ่อนชำระ
- ผู้มีหน้าที่เสียภาษีต้องยื่นแบบและชำระภาษีภายใน 150 วัน นับแต่วันที่ได้รับมรดกที่ทำให้มีหน้าที่เสียภาษี
- หากมีภาระภาษีจำนวนมาก สามารถยื่นขอผ่อนชำระได้นานสูงสุด 5 ปี ตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด
ทำไมคนส่วนใหญ่ไม่ต้องเจอภาษีนี้
เนื่องจากเกณฑ์ยกเว้นอยู่ที่ 100 ล้านบาทต่อผู้รับมรดกหนึ่งคน ครัวเรือนไทยส่วนใหญ่ที่มีทรัพย์สินระดับหลักล้านถึงหลักสิบล้านบาทจึงไม่มีภาระภาษีมรดกเลย ภาษีนี้จึงมีผลกับกลุ่มครอบครัวที่มีทรัพย์สินมูลค่าสูงมากเป็นหลัก ไม่ใช่ภาษีที่ประชาชนทั่วไปต้องกังวลในชีวิตประจำวัน
สำหรับผู้ที่มีทรัพย์สินอยู่ในระดับที่อาจเข้าเกณฑ์ แนวคิดการวางแผนมรดกที่พบได้ทั่วไป เช่น การให้ทรัพย์สินระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่ (lifetime gift) เพื่อทยอยลดมูลค่ากองมรดกในอนาคต ทั้งนี้ประเทศไทยมีภาษีการให้ (ภาษีของขวัญ) เป็นกฎหมายแยกต่างหากที่มีเงื่อนไขและเพดานยกเว้นของตนเอง ซึ่งซับซ้อนและแตกต่างกันไปตามประเภทผู้ให้-ผู้รับ บทความนี้จะไม่ลงรายละเอียดตัวเลขภาษีการให้ เนื่องจากควรพิจารณาเป็นกรณีไปพร้อมผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือนักวางแผนมรดกโดยตรง
คำถามที่พบบ่อย
มรดกที่ได้รับจากปู่ย่าตายายนับเป็นทายาทสายตรงไหม
นับ ทายาทสายตรงครอบคลุมทั้งบุพการี (พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย) และผู้สืบสันดาน (บุตร หลาน เหลน) ไม่ใช่แค่พ่อแม่-ลูกโดยตรง จึงเสียภาษีในอัตรา 5% สำหรับส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท
หนี้สินของผู้ตายหักออกก่อนคำนวณภาษีมรดกไหม
ใช่ ภาษีคำนวณจากมูลค่ามรดกสุทธิ คือมูลค่าทรัพย์สินหลังหักภาระหนี้สินที่ตกทอดมาพร้อมมรดกแล้ว ไม่ใช่มูลค่าทรัพย์สินตั้งต้นก่อนหักหนี้
ไม่ยื่นภาษีมรดกมีความผิดอย่างไร
มีบทลงโทษทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมาย ลักษณะคล้ายการไม่ยื่นภาษีเงินได้ รายละเอียดขึ้นกับข้อเท็จจริงแต่ละกรณี แนะนำปรึกษากรมสรรพากรหรือนักกฎหมายภาษีโดยตรงหากอยู่ในเกณฑ์ต้องเสียภาษี
คู่สมรสได้รับมรดก 200 ล้านบาท ต้องเสียภาษีไหม
ไม่ต้องเสีย คู่สมรสตามกฎหมายได้รับยกเว้นภาษีการรับมรดกทั้งหมด ไม่ว่ามูลค่าจะสูงเท่าใด ไม่มีเกณฑ์ 100 ล้านบาทหรืออัตราภาษีใด ๆ มาเกี่ยวข้อง
เงินสดและเครื่องประดับส่วนตัวต้องเสียภาษีมรดกไหม
โดยทั่วไปไม่นับ เงินสดในมือและทรัพย์สินส่วนตัวที่ไม่ต้องจดทะเบียนมักไม่อยู่ในขอบเขตทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีมรดก ซึ่งเน้นที่อสังหาริมทรัพย์ หลักทรัพย์ เงินฝาก และยานพาหนะที่จดทะเบียน ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญเมื่อมีมูลค่าทรัพย์สินสูง
บทความที่เกี่ยวข้อง
ภาษีการลงทุนหุ้น กองทุน เงินปันผล 2569
หลักทรัพย์นับเป็นทรัพย์สินมรดกที่ต้องเสียภาษีด้วย
ลดหย่อนบุตร ลดหย่อนบิดามารดา 2570
เงื่อนไข วงเงิน เอกสารล่าสุด
อ้างอิง
- พระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558
- กรมสรรพากร — หลักเกณฑ์ภาษีการรับมรดก
หมายเหตุ: บทความนี้สรุปหลักการทั่วไปเพื่อการศึกษาเท่านั้น กรณีมีมูลค่ามรดกเข้าเกณฑ์ต้องเสียภาษี หรือมีความซับซ้อนเรื่องหนี้สิน ทรัพย์สินต่างประเทศ หรือพินัยกรรม ควรปรึกษากรมสรรพากรหรือผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายภาษีโดยตรง
ลองคำนวณสิทธิลดหย่อนภาษีของคุณแบบ Real-time ฟรี
เปิดโปรแกรมคำนวณภาษี