ETF คืออะไร ต่างจากกองทุนรวมทั่วไปอย่างไร
ETF (Exchange-Traded Fund) คือกองทุนรวมประเภทหนึ่งที่ถือครองตะกร้าหลักทรัพย์ เช่น หุ้น พันธบัตร หรือสินค้าโภคภัณฑ์ แต่มีจุดต่างสำคัญคือ ซื้อขายได้บนตลาดหลักทรัพย์เหมือนหุ้นรายตัว ตลอดช่วงเวลาทำการของตลาด ไม่ใช่ซื้อขายที่มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) เพียงวันละครั้งแบบกองทุนรวมทั่วไป บทความนี้จะอธิบายว่า ETF ทำงานอย่างไร ต่างจากกองทุนรวมและหุ้นรายตัวตรงไหน และนักลงทุนไทยเข้าถึง ETF ได้อย่างไรบ้าง
เนื้อหานี้เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใด ๆ และผลตอบแทนในอดีตของกองทุนหรือดัชนีใด ๆ ไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันผลตอบแทนในอนาคต
ETF คืออะไร
ETF ย่อมาจาก Exchange-Traded Fund คือกองทุนที่รวบรวมหลักทรัพย์หลายตัวไว้ในหน่วยลงทุนเดียว แล้วนำหน่วยลงทุนนั้นไปจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เมื่อนักลงทุนซื้อ ETF 1 หน่วย เท่ากับได้ถือครองสัดส่วนของหลักทรัพย์ทั้งหมดที่กองทุนนั้นถืออยู่โดยอัตโนมัติ เช่น ETF ที่อ้างอิงดัชนี SET50 จะถือหุ้นทั้ง 50 ตัวในดัชนีตามสัดส่วนน้ำหนักของแต่ละตัว
ETF ต่างจากกองทุนรวมทั่วไปอย่างไร
- ซื้อขายระหว่างวัน vs ราคาปิดวันละครั้ง — ETF ซื้อขายได้ตลอดช่วงเวลาทำการของตลาดหลักทรัพย์ ราคาผันผวนตามอุปสงค์-อุปทานแบบเรียลไทม์ ส่วนกองทุนรวมทั่วไปคำนวณและซื้อขายที่ NAV เพียงครั้งเดียวต่อวันหลังตลาดปิด
- ค่าธรรมเนียมโดยทั่วไปต่ำกว่า — ETF ส่วนใหญ่บริหารแบบ Passive คือเลียนแบบดัชนีอ้างอิง จึงมี expense ratio ต่ำกว่ากองทุนรวมแบบ Active ที่มีทีมผู้จัดการกองทุนคัดเลือกหลักทรัพย์เชิงรุก
- ซื้อผ่านบัญชีโบรกเกอร์เหมือนหุ้น — ต่างจากกองทุนรวมทั่วไปที่มักซื้อผ่านธนาคารหรือบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) โดยตรง
- ความโปร่งใสของพอร์ต — ETF ส่วนใหญ่เปิดเผยรายการหลักทรัพย์ที่ถือครองแบบรายวัน ทำให้นักลงทุนรู้ว่ากำลังถืออะไรอยู่ตลอดเวลา
ตารางเปรียบเทียบ: ETF vs กองทุนรวม vs หุ้นรายตัว
| มิติ | ETF | กองทุนรวม | หุ้นรายตัว |
|---|---|---|---|
| การซื้อขาย | ระหว่างวัน บนตลาดหลักทรัพย์ | วันละครั้งที่ราคา NAV | ระหว่างวัน บนตลาดหลักทรัพย์ |
| ค่าธรรมเนียม | ต่ำ (ส่วนใหญ่ Passive) | ปานกลาง-สูง (มักเป็น Active) | ค่าคอมมิชชั่นซื้อขายเท่านั้น |
| การกระจายความเสี่ยง | สูง (ถือหลายหลักทรัพย์) | สูง (ถือหลายหลักทรัพย์) | ต่ำ (บริษัทเดียว) |
| รูปแบบการบริหาร | ส่วนใหญ่ Passive บางส่วน Active | ส่วนใหญ่ Active | ตัดสินใจเองทั้งหมด |
| ช่องทางซื้อ | บัญชีโบรกเกอร์หลักทรัพย์ | บลจ. / ธนาคาร / แอปกองทุน | บัญชีโบรกเกอร์หลักทรัพย์ |
ETF แบบ Passive vs Active ต่างกันอย่างไร
ETF ส่วนใหญ่ในตลาดเป็นแบบ Passive คือมีเป้าหมายเลียนแบบผลตอบแทนของดัชนีอ้างอิงให้ใกล้เคียงที่สุด เช่น ETF ที่ล้อดัชนี SET50 หรือ S&P 500 โดยไม่มีการคัดเลือกหุ้นเชิงรุก ทำให้ต้นทุนบริหารต่ำ ในขณะที่ ETF แบบ Active จะมีผู้จัดการกองทุนตัดสินใจเลือกและปรับสัดส่วนหลักทรัพย์เพื่อพยายามสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าดัชนีอ้างอิง ซึ่งมักมีค่าธรรมเนียมสูงกว่า ETF แบบ Passive และผลตอบแทนไม่ได้รับประกันว่าจะชนะดัชนีเสมอไป
นักลงทุนไทยเข้าถึง ETF ได้อย่างไรบ้าง
นักลงทุนไทยมีสองช่องทางหลักในการเข้าถึง ETF
- ETF ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) — ซื้อขายได้โดยตรงผ่านบัญชีโบรกเกอร์ไทย เหมือนซื้อหุ้นทั่วไป มีทั้ง ETF ที่อ้างอิงดัชนีหุ้นไทย ตราสารหนี้ ทองคำ และดัชนีต่างประเทศบางตัว
- ETF ต่างประเทศผ่านใบแสดงสิทธิ (DR — Depositary Receipt) — สำหรับ ETF ต่างประเทศที่ไม่ได้จดทะเบียนตรงในไทย เช่น ETF ที่อ้างอิงดัชนี S&P 500 นักลงทุนไทยสามารถเข้าถึงผ่าน DR ที่ซื้อขายบน SET ได้ ซึ่งมีประเด็นภาษีและกลไกเฉพาะตัวที่ควรทำความเข้าใจก่อน อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ภาษี DR หุ้นต่างประเทศ และตัวอย่าง DR หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ DR หุ้นเทคโนโลยี/ชิปต่างประเทศ
ข้อควรระวังก่อนเริ่มลงทุนใน ETF
- ETF ยังมีความเสี่ยงด้านตลาด (market risk) เต็มที่ตามดัชนีหรือกลุ่มสินทรัพย์ที่อ้างอิง การกระจายความเสี่ยงช่วยลดความเสี่ยงเฉพาะบริษัท แต่ไม่ได้ขจัดความเสี่ยงจากภาวะตลาดโดยรวม
- ควรตรวจสอบ expense ratio, สภาพคล่องในการซื้อขาย (volume), และดัชนีอ้างอิงของแต่ละกองก่อนตัดสินใจ
- ผลตอบแทนในอดีตของ ETF หรือดัชนีอ้างอิงไม่ได้การันตีผลตอบแทนในอนาคต ควรศึกษาข้อมูลจากหนังสือชี้ชวนและแหล่งข้อมูลทางการก่อนลงทุนเสมอ
คำถามที่พบบ่อย
ETF เสี่ยงน้อยกว่าหุ้นรายตัวไหม
โดยทั่วไปใช่ เพราะ ETF ถือหลักทรัพย์หลายตัวไว้ในกองเดียว ทำให้กระจายความเสี่ยงเฉพาะบริษัทออกไป แต่ยังมีความเสี่ยงด้านตลาดเต็มที่ตามดัชนีที่อ้างอิง
ค่าธรรมเนียม ETF สูงไหม
โดยทั่วไปต่ำกว่ากองทุนรวมแบบ Active เพราะ ETF ส่วนใหญ่บริหารแบบ Passive แต่ยังมีค่าคอมมิชชั่นซื้อขายผ่านโบรกเกอร์เหมือนการซื้อขายหุ้น ควรเช็ค expense ratio ของแต่ละกองก่อนซื้อ
ซื้อ ETF ยังไง
ซื้อผ่านบัญชีโบรกเกอร์หลักทรัพย์เหมือนซื้อหุ้น หากเป็น ETF ที่จดทะเบียนใน SET ส่งคำสั่งซื้อขายได้โดยตรง ส่วน ETF ต่างประเทศบางกองเข้าถึงผ่าน DR ที่จดทะเบียนใน SET แทน
ETF กับกองทุนรวมแบบไหนเหมาะกับมือใหม่มากกว่า
ขึ้นกับเป้าหมาย ETF เหมาะกับผู้ที่มีบัญชีโบรกเกอร์อยู่แล้วและต้องการต้นทุนต่ำ ส่วนกองทุนรวมบางประเภทเหมาะกับผู้ที่ต้องการสิทธิลดหย่อนภาษี เช่น RMF หรือ SSF
ETF ทุกกองเป็น Passive ทั้งหมดหรือไม่
ไม่ใช่ ส่วนใหญ่เป็น Passive แต่ก็มี ETF แบบ Active ที่ผู้จัดการกองทุนคัดเลือกหลักทรัพย์เชิงรุก ซึ่งมักมีค่าธรรมเนียมสูงกว่า ควรอ่านนโยบายการลงทุนของแต่ละกองก่อนซื้อ
บทความที่เกี่ยวข้อง
ลองคำนวณสิทธิลดหย่อนภาษีของคุณแบบ Real-time ฟรี
เปิดโปรแกรมคำนวณภาษี